วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ควายไทย







ควาย หรือ กระบือ จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดกับงานเกษตรกรรมของประเทศทางเอเซียมากที่สุด เพราะ ชาวนานิยมเลี้ยงควายเป็นแรงงานเพื่อไว้ไถนา บ้างก็ใช้ควายเป็นพาหนะ ในการเข้าไปทำไร่ทำนา ในประวัติศาตร์ชาติไทย นายทองเหม็นแห่งหมู่บ้านบางระจันก็ขี่ควายออกไปรบ บ้างก็ฆ่าควายเพื่อกินเนื้อเป็นอาหาร ควายจึงมีประโยชน์หลายประการ ปัจจุบันมีการใช้งานควายน้อยลง เพราะนิยมใช้รถไถ แทน

กล้วยไม้ กล้วยไม้ป่า กล้วยไม้ดิน












กล้วยไม้ กล้วยไม้ป่า กล้วยไม้ดิน
กล้วยไม้ เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีลำต้นอวบน้ำ จัดอยู่ในจำพวกไม่มีเนื้อเยื่อ กล้วยไม้เป็นไม้ดอกที่มีจำนวนชนิดมากที่สุดของบรรดาดอกไม้ทั้งหลาย ในธรรมชาติพบกว่า 19,000 ชนิด และยังมีกล้วยไม้ลูกผสมที่เกิดจากฝีมือมนุษย์อีกเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถประเมินได้ และทุกวันนี้ยังมีกล้วยไม้ชนิดใหม่ๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีกล้วยไม้ป่า และ กล้วยไม้ดิน ที่พบอยู่ในธรรมชาติอีกเป็นจำนวนมาก
กล้วยไม้เป็นพืชที่ทนทาน ปลูกเลี้ยงง่าย ดอกมีรูปทรงและสีสันที่สวยงามจึงทำให้กล้วยไม้เป็นต้นไม้ประเภทให้ดอกที่มีคนนิยมปลูกกันมากที่สุด กล้วยไม้มีมากมายหลายชนิด แยกชนิดคร่าวๆ ที่นิยมปลูกและแพร่หลายอยู่ในตลาดได้แก่
1. ตระกูล รองเท้านารี ( Paphiopedilum Slipper orchid ) เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในหมู่นักนิยมกล้วยไม้ เป็นกล้วยไม้ที่ปลูกลงกระถาง มีลักษณะสวยงามทั้งต้นและดอก ดอกบานทนเป็นสัปดาห์ แต่การปลูกเลี้ยงโดยทั่วไปยังมีอุปสรรคเพราะกล้วยไม้ตระกูลนี้ค่อนข้างจะอ่อนแอแต่โรคราในดิน นิยมปลูกใส่กระถางปากกว้างก้นตื้นแบบวางพื้น วัสดุปลูกต้องเหมาะสมและต้องใส่ใจกับการดูแลเป็นอย่างมากถึงจะรอดและให้ดอกสวยงาม
2. แคทลียา หรือ คัทลียา ( Cattleya ) เป็นกล้วยไม้ที่นิยมปลูกกันมาก ออกดอกเป็นเดี่ยวและดอกคู่ มีดอกที่มีขนาดใหญ่และมีรูปทรงและสีสันที่สวยงามมาก จนได้รับฉายาว่าเป็นราชินีแห่งกล้วยไม้ และ สัญลักษณ์สากลของกล้วยไม้ ใบอวบอ้วนและเป็นปล้อง รากจะเกาะยึดแนบไปกับวัสดุปลูก นิยมปลูกใส่กระถางแบบแขวน แคทลียาส่วนใหญ่ดอกจะมีกลิ่นหอมมาก มีมากมายหลายชนิดส่วนใหญ่เกิดจากกล้วยไม้ลูกผสมโดยฝีมือมนุษย์และยังมีชนิดใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างไม่สิ้นสุด คลิกอ่านการปลูกกล้วยไม้แคทลียา
3. กล้วยไม้ตระกูลหวาย หรือ เด็นโดเบี้ยม ( Dendrobium ) เป็นสกุลที่มีจำนวนชนิดมากที่สุด นิยมปลูกกันมาก ทั้งปลูกเป็นไม้ดอกประดับและปลูกเป็นอุตสาหกรมกล้วยไม้ตัดดอกเพื่อการส่งออก ที่เห็นๆ ก็คือกล้วยไม้บูชาที่ขายตามร้านดอกไม้กำบูชาพระ ไม้ตระกูลหลายได้รับการพัตนาพันธุ์เกิดสีสันต่างๆ มากมายตามที่ตลาดต้องการ ปลูกง่ายทนทาน ลำต้นเจริญในแนวดิ่ง ลำต้นเป็นกล้อง ใบออกสลับซ้ายขวา เกิดหน่อได้ง่าย ปลูกได้ทั้งบนวัสดุปลูกที่เป็นกาบมะพร้าวที่อัดเป็นแพง หรือวัสดุปลูกที่เป็นดินเถากระถางแตกและถ่าน
4. กล้วยไม้ตระกูลเข็ม หรือ แอสโคเซนตัม ( Ascocentrum ) เป็นกล้วยไม้อิงอาศัย ใบแข็ง ตั้งตรง หรือเอนเล็กน้อย ออกดอกเป็นช่อ แต่ละต้นมักมีหลายชื่อ ดอกเล็กและดก ดอกบานอยู่นาน 1 สัปดาห์หรือมากกว่า ปลูกเลี้ยงง่าย ทนทาน ตายยาก ขนาดต้นกระทัดรัดไม่ใหญ่เก้งก้างเหมือนแวนด้า ดอกมีสีนสันสดใส ปัจจุบันมีการพัฒนาพันธุ์เกิดชนิดใหม่ๆ มากมาย นิยมปลูกเป็นไม้กระถางกันมาก ปลูกได้ทั้งกระถางไว้แบบแขวน และกระถางดินเผาแบบแขวน หาง่ายราคาถูก
กล้วยไม้เข็มแดง

5. กล้วยไม้ตระกูล สิงโต ( Bulbophyllum ) เป็นสกุลที่มีจำนวนชนิดมากเป็นอันดับสองรองจากกล้วยไม้ตระกูลหวาย Dendrobium ในเมืองไทยพบในธรรมชาติกว่า 130 ชนิด แต่ละชนิดมักใช้คำว่า สิงโตนำหน้า เป็นกล้วยไม้ที่มีความหลากหลายของช่อดอก มีทั้งดอกช่อ ดอกเดี่ยว รูปทรงของดอกแต่ละชนิดก็แตกต่างกันไป เป็นกล้วยไม้ที่นักนิยมปลูกเลี้ยงเพื่อการสะสม จนได้มีการจัดตั้งกลุ่มชมรมผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้สิงโตขึ้นมา การประกวดกล้วยไม้ก็จะมีการแยกประเภทกล้วยไม้สิงโต






การปลูกพืชไร้ดิน (Soilless Culture) ด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics)
จากในอดีตที่ผ่านมาการปลูกพืชไร้ดิน ถือว่าเป็นการปลูกพืชโดยใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนค่อนข้างสูงเกินไปสำหรับเกษตรกรบ้านเรา แต่เนื่องจากการปลูกพืชในดินติดต่อกันมาเป็นเวลานานมากทำให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งดินเค็ม, เดินเปรี้ยว, แมลงศัตรูพืช ทำให้ต้องใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงได้มีการคิดค้นดัดแปลงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการปลูกพืชไร้ดิน โดยใช้อุปกรณ์เก่าจากโรงเรือนฟาร์มไก่ไข่ มาทำเป็นแปลงปลูก และใช้ระบบน้ำวนไหลผ่านรากพืช โดยใส่ธาตุอาหารที่พืชต้องการลงในถังน้ำ ซึ่งทำให้ลดต้นทุนการปลูกพืชไร้ดินลงได้มาก จากการลองผิดลองถูกมาเป็นเวลา 1 ปีเต็ม ก็ได้ผลผลิตตามที่ตลาดต้องการ และที่สำคัญคือไม่ต้องใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงศัตรูพืช ทำให้ผลผลิตที่ได้ปลอดภัยต่อผู้บริโภคจริงๆ

ข้อดีของการปลูกพืชไร้ดิน
1. สามารถปลูกพืชได้ทั้งปีเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตให้สูงขึ้นกว่าแบบเก่า 50-100% และยังสามารถออกแบบให้ประหยัดพื้นที่การปลูกได้ด้วย
2. ดูแลได้ทั่วถึงเนื่องจากเป็นระบบที่ง่ายต่อการควบคุมและป้องกันโรคและแมลง ไม่ใช้สารเคมีกำจัดแมลง 100% และไม่มีปัญหาในการกำจัดวัชพืชในพื้นที่ปลูก
3. ประหยัดน้ำและปุ๋ยเพราะสามารถควบคุมได้ตามที่พืชต้องการ
4. ไม้ต้องไถพรวน สามารถลดการทำลายหรือชะล้างหน้าดิน
5. มีผลผลิตสม่ำเสมอ และอายุเก็บเกี่ยวเร็วขึ้น เนื่องจากพืชสามารถนำธาตุอาหารไปใช้ได้อย่างสม่ำเสมอ
6. ผลผลิตที่ได้มีความสะอาด สด คุณภาพดี และที่สำคัญคือ ปลอดสารพิษ
7. สามารถพัฒนาการปลูกไปในเชิงพาณิชย์ได้

ข้อเสียของการปลูกพืชไร้ดิน
เนื่องจากมีการดัดแปลงแก้ไขและปรับปรุงในระบบเรื่อยมา ทำให้ลดข้อเสีย
ต่างๆที่เคยพบในอดีตลงไปได้มาก เช่น
1.ข้อเสียในเรื่องของเทคโนโลยีต่างประเทศที่ราคาค่อนข้างสูง ตอนนี้สามารถใช้ภูมิ
ปัญญาชาวบ้านดัดแปลงได้ ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็ไม่ได้แตกต่างกัน
2. ความหลากหลายของพืชที่ปลูกไร้ดิน ในระยะแรกจะปลูกเฉพาะผักต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันนี้สามารถปลูกได้ทั้งผักไทย ผักจีน และผักต่างประเทศ
3. ผู้ปลูกต้องมีความรู้อย่างแท้จริงต่อการปลูกพืชไร้ดิน ซึ่งในปัจจุบันได้มีเอกสารแนะนำ และสามารถขอข้อมูลได้จากสำนักงานเกษตรในทุกพื้นที่
4. เรื่องของตลาดนั้นในปัจจุบันไม่ถือเป็นปัญหาอีกต่อไป เพราะผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีต่อเกษตรกรที่สนใจทำธุรกิจการปลูกพืชไร้ดินมากขึ้น

ความปลอดภัยต่อผู้บริโภคพืชไร้ดิน
การปลูกพืชไร้ดินเป็นการนำสารละบายธาตุอาหารมาละลายโดยใช้ธาตุอาหารที่เหมาะสมต่อความต้องการของพืชเช่นเดียวกับการปลูกพืชในดิน แต่ต่างกันตรงพืชที่ปลูกในดินจะต้องอาศัยจุลินทรีย์มาเปลี่ยนเป็นรูปของธาตุอาหารซึ่งบางครั้งหากในดินมีธาตุโลหะหนัก เช่นดีบุก ตะกั่ว แคดเมียม ซึ่งเป็นพิษต่อผู้บริโภค จุลินทรีย์ก็เปลี่ยนให้พืชสามารถดูดธาตุที่เป็นพิษเข้าไปได้ แต่ในขณะที่การปลูกพืชไร้ดินเราสามารถควบคุมธาตุที่มีความจำเป็นเฉพาะการเจริญเติบโตของพืชและความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเท่านั้น

ผักสวนครัว


วิธีการปลูกผักสวนครัว
1. การปลูกผักในแปลงปลูก มีขั้นตอน คือ
1.1 การพรวนดิน ใช้จอบขุดดินลึกประมาณ 6 นิ้ว เพื่อพรวนดินให้มีโครงสร้างดีขึ้น กำจัดวัชพืชในดินกำจัดไข่แมลงหรือโรคพืชที่อยู่ในดิน โดยการพรวนดินตากทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วัน
1.2 การยกแปลง ใช้จอบพรวนยกแปลงสูงประมาณ 4-5 นิ้ว จากผิวดิน โดยมีความกว้างประมาณ 1-1.20 เมตร ส่วนความยาวควรเป็นตามลักษณะของพื้นที่หรืออาจแบ่งเป็นแปลงย่อยๆ ตามความเหมาะสม ความยาวของแปลงนั้นควรอยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้ ทั้งนี้เพื่อให้ผักได้รับแสงแดดทั่วทั้งแปลง
1.3 การปรับปรุงเนื้อดิน เนื้อดินที่ปลูกผักควรเป็นดินร่วนแต่สภาพดินเดิมนั้นอาจจะเป็นดินทรายหรือดินเหนียว จำเป็นต้องปรับปรุงให้เนื้อดินดีขึ้นโดยการใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก อัตราประมาณ 2-3 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่ 1 ตารางเมตร คลุกเคล้าให้เข้ากัน
1.4 การกำหนดหลุมปลูก จะกำหนดภายหลังจากเลือกชนิดผักต่าง ๆ แล้วเพราะว่าผักแต่ละชนิดจะใช้ระยะปลูกที่แตกต่างกัน เช่น พริก ควรใช้ระยะ 75 x 100 เซนติเมตร ผักบุ้งจะเป็น 5 x 5 เซนติเมตร เป็นต้น
2. การปลูกผักในภาชนะ
การปลูกผักในภาชนะควรจะพิจารณาถึงการหยั่งรากของพืชผักชนิดนั้นๆ พืชผักที่หยั่งรากตื้นสามารถปลูกได้ดีในภาชนะปลูกชนิดต่างๆ และภาชนะชนิดห้อยแขวนที่มีความลึกไม่เกิน 10 เซนติเมตร คือ
ผักบุ้งจีน คะน้าจีน ผักกาดกวางตุ้ง (เขียวและขาว) ผักกาดฮ่องเต้ ผักกาดหอม ผักกาดขาวชนิดไม่ห่อ (ขาวเล็ก ขาวใหญ่) ตั้งโอ๋ ปวยเล้ง หอมแบ่ง (ต้นหอม) ผักชี ขึ้นฉ่าย ผักโขมจีน กระเทียมใบ (Leek) กุยช่าย กระเทียมหัว ผักชีฝรั่ง บัวบก สะระแหน่ แมงลัก โหระพา (เพาะเมล็ด) กะเพรา (เพาะเมล็ด) พริกขี้หนู ตะไคร้ ชะพลู หอมแดง หอมหัวใหญ่ หัวผักกาดแดง (แรดิช)
วัสดุที่สามารถนำมาทำเป็นภาชนะปลูกอาจดัดแปลงจากสิ่งที่ใช้แล้ว เช่น ยางรถยนต์เก่า กะละมัง ปลอกซีเมนต์ เป็นต้น สำหรับภาชนะแขวนอาจใช้ กาบมะพร้าว กระถาง หรือเปลือกไม้
วิธีการปลูกผักในภาชนะแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี
2.1 เพาะเมล็ดด้วยการหว่านแล้วถอนแยกหรือหยอดเป็นแถวแล้วถอนแยก ซึ่งพืชที่ควรปลูกด้วยวิธีนี้ ได้แก่
- ผักบุ้งจีน
- คะน้าจีน
- ผักกาดขาวกวางตุ้ง
- ผักกาดเขียวกวางตุ้ง
- ผักฮ่องเต้ (กวางตุ้งไต้หวัน)
- ตั้งโอ๋
- ปวยเล้ง
-ผักกาดหอม
- ผักโขมจีน
- ผักชี
- ขึ้นฉ่าย
- โหระพา
- กระเทียมใบ
- กุยฉ่าย
- หัวผักกาดแดง
- กะเพรา
- แมงลัก
- ผักชีฝรั่ง
- หอมหัวใหญ่
2.2 ปักชำด้วยต้น และด้วยหัว ได้แก่
- หอมแบ่ง (หัว)
- ผักชีฝรั่ง
- กระเทียมหัว (ใช้หัวปลูก)
- หอมแดง (หัว)
- บัวบก (ไหล)
- ตะไคร้ (ต้น)
- สะระแหน่ (ยอด)
- ชะพลู (ต้น)
- โหระพา (กิ่งอ่อน)
- กุยช่าย (หัว)
- กะเพรา (กิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน)
- แมงลัก (กิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน